จักรยานไฟฟ้า รถจักรยานไฟฟ้า สกูตเตอร์ไฟฟ้า รถกอล์ฟไฟฟ้า รถโกคาร์ท รถบัสไฟฟ้า
กรุณาเลือกเมนูที่นี่ Choose Menu Here
ยานยนต์ไฟฟ้า Electric Vehicle Home
รถกอล์ฟ ไฟฟ้า Golf Car
รถเข็นตัดหญ้าไร้สาย 1 Lawn Mower 1
รถเข็นตัดหญ้าไร้สาย 2 Lawn Mower 2
จักรยานไฟฟ้า รุ่นพิเศษ1 Electric bike Special 1
จักรยานไฟฟ้า รุ่นพิเศษ2 Electric bike Special 2
จักรยานไฟฟ้า รุ่นพิเศษ3 Electrc bike Special3
จักรยานไฟฟ้า รุ่นเสือภูเขา1 Electric bike Mountain1
จักรยานไฟฟ้า รุ่นเสือภูเขา2 Electric bike Mountain2
จักรยานไฟฟ้า รุ่นสปอร์ต Electric bike Sport
จักรยานไฟฟ้า รุ่นซิตตี้ Electric bike City
สกูตเตอร์ไฟฟ้า Electric Scooter
สามล้อ/3ล้อไฟฟ้า 3 wheeler ebike
ชุดโมจักรยานไฟฟ้า Electric modify kit
รถ โกคาร์ท ไฟฟ้า Electric Go-kart
รถบัส ไฟฟ้า 14ที่นั่ง Electric Bus 14seater
รถบัส ไฟฟ้า 36ที่นั่ง Electric Bus 36seater
คู่มือการประกอบชุดโม Electric Bike Assembly
ลงทะเบียน Registration
การสั่งซื้อและจัดส่ง Order and Delivery
เกี่ยวกับเรา About Us
ติดต่อเรา Contact Us
ถามตอบ FAQ
เว็บลิงค์ อุปกรณ์และอาหารเพื่อสุขภาพ Health Care Link 1
เว็บลิงค์บริการเสาเข็มและก่อสร้าง
เว็บบอร์ด จักรยานไฟฟ้า
ดิคชันนารีออนไลน์
***************************************************************************************************************************************************************************************************************************************************************
การดูแลตา
ตาเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่เปราะบาง การดูแลต้องพิเศษ กว่าการดูแลร่างกายทั่วไป ด้วยการ
*ออกกำลังกล้ามเนื้อตา เช่นแบบโยคะ
*พักผ่อนสายตา และนอนให้พอในแต่ละคืน
*หลีกเลี่ยงอันตรายด้วยการใช้แว่นตา หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ และควันพิษ ต่างๆ รักษาความสะอาด
*สำหรับผู้สูงอายุ การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ทุกวันจะช่วยลดความเสี่ยงของจอประสาทตาเสื่อมได้มากถึง 70 % ทั้งๆที่
มีปํญหา ความอ้วน ความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อจอประสาทตาเสื่อมก็ตาม
การเดินเร็ววันละครึ่งชั่วโมงเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดในการรักษาดวงตาไว้xml:namespace prefix = o />xml:namespace prefix = o />xml:namespace prefix = o />xml:namespace prefix = o />
* ความอ้วน ความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อจอประสาทตาเสื่อมด้วย ควรแก้ไขหรือหลีกเลี่ยง
*เมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับตา เช่นตาแดง แสบ บวม มีปัญหาในการมองเห็น ฯลฯ ต้องให้แพทย์
(เฉพาะทาง)ตรวจ/วินิจฉัย
*ให้อาหารทางปาก ประเภท พืชผัก ผลไม้สีเขียว สีเหลือง สีส้ม ให้มากพอ หรือเสริมด้วยที่สกัดแล้ว
เช่น LZVit (ดูรายละเอียดในเอกสาร"อาหารบำรุงตา") ซึ่งสะดวก และไม่แพง
คือ ราคาต่ำกว่าน้ำอัดลม 2 กระป๋อง ในแต่ละวัน
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
บริหารดวงตาแบบ YOGA

1.ถอดแว่นหรือคอนแทคเลนส์ออกเสียก่อน จากนั้นเอาฝ่ามือทั้งสองข้างถูกันไปมาอย่างเร็วจนรู้สึกร้อน แล้วให้หลับตาแล้วนำเอาฝ่ามือทั้งสองข้างมานาบกับกับหนังตานานประมาณ 1 นาที ให้รู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ซ่านซึมเข้าไปสู่ดวงตาของเรา และให้ผ่อนคลายความเคร่งเครียดทั้งมวลลงพร้อมทั้งหายใจลึกๆ
2.จากนั้นเอามือออก ลืมตาขึ้น แล้วเคลื่อนลูกตาจากซ้ายไปขวา โดยมองไปยังทีไกลๆ จากมุมซ้ายสุดแล้วกวาดสายตาไปยังมุมขวาสุด ทำซ้ำๆกัน 4 ครั้ง เสร็จแล้วหลับตา ถูมือให้ร้อนแล้วเอานาบกับหนังตาอีก พร้อมทั้งผ่อนคลายความเคร่งเครียดลงให้หมด หายใจลึกๆไว้
3.ต่อจากนั้นให้เคลื่อนสายตาจากมุมขวาบนไปยังมุมซ้ายล่างเป็นเส้นทแยงมุม 4 ครั้งเสร็จแล้วพักโดยหลับตา นาบฝ่ามือที่ถูกันจนร้อนแล้วลงที่หนังตา ดังเช่นตอนต้น
4.ขั้นต่อไปให้กวาดสายตาเป็นวง (เหมือนเอาสายตาจ้องดูเส้นวงกลมวงใหญ่ที่มีคนเขียนขึ้นข้างหน้าของเรา) ให้เคลื่อนสายตาตามทิศทางเคลื่อนตัวของเข้มนาฬิกา 4 รอบ แล้วพักโดยการนาบฝ่ามือที่ถูกันจนร้อนแล้วลงที่หนังตา
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อาหารสำหรับ ตา ใน LZ VIT ( ลูทีน ซีแซนทีน)
สาร ลูทีนและซีแซนทีน เหมาะกับผู้ใช้สายตามาก ผู้สูงอายุ ผู้ที่ทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรืออยู่กับแสงสว่างจ้า กลางแดด ผู้ที่ต้องขับรถกลางคืนบ่อย ๆ ผู้ที่โดนแฟลช ดูทีวีมากและนาน ผู้ป่วยเบาหวาน โรคหัวใจ มะเร็งเต้านม
ประโยชน์ โดยสรุปของสาร ลูทีนและซีแซนทีนที่มีงานวิจัยมีดังนี้คือ
ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคต้อกระจก และโรคจอตาเสื่อม ( AMD ) มะเร็งเต้านมและโรคหลอดเลือดหัวใจ
รายละเอียดดังนี้
ลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) เป็นสารธรรมชาติจัดอยุ่ในกลุ่มของสารรงควัตถุที่มีสีในตระกูลของสาร แคโรทีนอยด์ แต่มีความแตกต่างจากคาโลทีนอยด์ชนิดอื่นตรงที่จะไม่เปลี่ยนไปเป็นวิตามิน เอ ลูทีน และซีแซนทีน มีในเนื้อเยื่อของร่างกายมนุษย์หลายจุดด้วยกัน ส่วนของร่างกายที่มีสาร ลูทีน และซีแซนทีน ได้แก่ในลูกตา คือ ที่เลนส์ตา และจอรับภาพของตา คือเรติน่า ตรงตำแหน่ง จุดรับภาพของลูกตา ( Macula ) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญที่สุดในจอตาเรติน่าเพราะเป็นจดุที่รูปภาพและแสงส่วนมากจะมาตกบริเวณนี้ เป็นส่วนที่จอตารับภาพได้ชัดที่สุดนั่นเอง ในธรรมชาติแล้วแม้จะมีแคโรทีนอยด์มากกว่า 600 ชนิด แต่มีเพียง 20 ชนิดเท่านั้นที่พบในมนุษย์ และมีเพียง 2 ชนิดเท่านั้นที่พบในจุดรับภาพของลูกตา ( Macula ) คือ ลูทีน ( Lutein ) และ ซีแซนทีน ( Zeaxanthin ) ในจอตาทั้งคู่ทำหน้าที่
: ช่วยกรองหรือป้องกันรังสีจากแสงแดดที่เป็นอันตรายต่อดวงตา
: ช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตาไม่ให้ถูกทำลายโดยการลดอนุมูลอิสระและกรองแสงสีน้ำเงินที่จะทำลายดวงตา
นอกจากนี้ ลูทีน และซีแซนทีน ยังพบได้ใน ตับ ตับอ่อน ไต ต่อมหมวกไต และเต้านมแต่ก็เป็นสารที่ร่างกายสังเคราะห์เองไม่ได้ ร่างกายของเราจะได้รับสารนี้ก็ต่อเมื่อรับประทานพืชผักที่มีสารนี้เท่านั้น แต่สารซีแซนทีนนอกจากจะได้จากอาหารส่วนหนึ่งแล้ว ร่างกายสามารถเปลี่ยนสารลูทีนในตาไปเป็นสารซีแซนทินได้ พืชผักที่มีสาร ลูทีน และซีแซนทีน โดยมากมักจะเป็นผัก ผลไม้ ที่มีสีเหลืองและสีเขียวเข้ม เช่น ข้าวโพด ผักกาด ผักปวยเล้ง คะน้า ผักโขม
ลูทีนและซีแซนทีน มีประโยชน์ในโรคหลายชนิดด้วยกัน ที่สำคัญคือ โรคต้อกระจก และโรคโรคจุดรับภาพเสื่อม โรคหัวใจและหลอดเลือด และช่วยลดอุบิตการณ์ในโรคมะเร็ง บางชนิด
โรคต้อกระจก ( Cataracts )
คือภาวะที่กระจกตา หรือเลนส์ตาขุ่นทำให้แสงไม่สามารถผ่านเข้าไปในตาได้ตามปกติ ตาจะมัวมากน้อยขึ้นอยู่กับต้อกระจกขุ่นมากน้อยแค่ไหน ต้อกระจกไม่ใช่โรคติดต่อ แต่อาจเป็นพร้อมกันทั้งสองตา ต้อกระจกจะค่อย ๆ ขุ่นไปอย่างช้า ๆ ใช้เวลาเป็นปี ๆ ต้อกระจกไม่ใช่โรคมะเร็ง ต้อกระจกสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด การผ่าตัดลอกต้อกระจกขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละคนโดยจักษุแพทย์จะเป็นผู้ให้คำแนะนำ และเลือกวิธีการผ่าตัดให้ได้ดีที่สุด
สาเหตุหลัก คือ การเปลี่ยนแปลงของส่วนประกอบของเลนส์ตา ทำให้เลนส์ขุ่น และนิวเคลียสแข็งขึ้น พบการเปลี่ยนแปลงนี้ในผู้สูงอายุ พบบ่อยตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป สาเหตุอื่น เช่น จากกรรมพันธุ์ จากอุบัติเหตุตา จากการติดเชื้อ จากการติดเชื้อในครรภ์มารดา ถ้าพบตั้งแต่เกิดก็เรียกว่า ต้อกระจกแต่กำเนิด เช่นในเด็กที่เกิดหลังจากมารดาติดหัดเยอรมันระหว่างตั้งครรภ์ ในคนที่เป็นเบาหวานพบว่าเป็นต้อกระจกเร็วกว่าคนธรรมดาอย่างมาก ตาปกติเลนส์ตาจะใส และปล่อยให้แสงผ่านไปได้ แต่เมื่อเป็นต้อกระจก เลนส์ตาจะขุ่นแสงผ่านเข้าไม่ได้ เมื่อเริ่มเป็นต้อกระจก ผู้ป่วยจะรู้สึกตาข้างนั้นมัวคล้ายมองผ่านหมอก อาจมองเห็นภาพซ้อน ขับรถตอนกลางคืนลำบากขึ้น เมื่อต้อกระจกเป็นมากขึ้น จะสามารถสังเกตเห็นต้อสีขาวที่ม่านตาได้
การตรวจวินิจฉัย เมื่อมีอาการตามัวควรไปรับการตรวจจากจักษุแพทย์ ต้อกระจกจะทำให้สายตามัวไปทีละน้อย เมื่อต้อสุกจะมองเห็นแต่มือไหว ๆ หรือเห็นเพียงแสงไฟเท่านั้น
โรคจุดรับภาพเสื่อม( Age-Related Macula Degenerationหรือ AMD )
เกิดจากการเสื่อมของจุดรับภาพ (Macular) ซึ่งเป็นกลางจอตา (Retina) ทำให้การมองเห็นภาพเบลอ บิดเบี้ยวบางครั้งอาจรุนแรงขนาดเห็นจุดดำมาบังภาพอยู่ตลอดเวลาอาจมีสาเหตุมาจาก
- ปัจจัยทางธรรมชาติที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เช่น การเสื่อมสภาพของดวงตาเมื่ออายุเพิ่มขึ้น หรือการถ่ายทอดผ่านทางกรรมพันธุ์จากบรรพบุรุษ
- ปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ เช่น
: การเผชิญแสงแดดจ้า ทำให้ดวงตาได้รับรังสี UV โดยตรง
: การมีพฤติกรรมชอบบริโภคอาหารที่มีไขมันและคอเรสเตอรอลสูง เพราะอาหารประเภทนี้อุดมไปด้วยอนุมูลอิสระที่จะไปทำลายเนื้อเยื่อในร่างกายให้เสื่อมสภาพได้ รวมถึงการขาดสารอาหารบางชนิด
: การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์สูงเนื่องจากเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะเป็นตัวเร่งให้เกิดความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย
: การสูบบุหรี่ เพราะควันในบุหรี่มากไปด้วยอนุมูลอิสระที่จะไปทำลายเซลล์ในตา
- ปัจจัยที่เกิดจากอาการเจ็บป่วยของโรคอื่น เช่นโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน ก็มีส่วนเนื่องจากโลหิดในตาเสื่อมลง จึงส่งผลให้หลอดเลือดฝอยของจอประสาทตารั่วซึมหรือแตกง่าย
ลูทีนและซีแซนทีน กับโรคต้อกระจก
กลไกของการที่ ลูทีน และซีแซนทีน ช่วยลดหรือป้องกัน หรือชะลอการเกิดต้อกระจกได้นั้นเป็นเพราะ เป็นคุณภาพของสารเองที่จะลดกลไกการเกิดความเสื่อม ของโรคต้อกระจกโดยตรง ( อ้างอิงที่ 1) นอกจากนี้ก็ยังพบว่าทั้ง ลูทีน และซีแซนทีน ต่างก็มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสสระ ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงในโรคทึ่เกิดจากการมีสารอนุมูลอิสสระสูงได้ ( อ้างอิงที่ 2,3) มีการค้นพบที่ชัดเจนว่า การได้รับแสงเป็นประจำได้ก่อให้เกิดการสร้างอนุมูลอิสสระใน กระจกตาและจอตาได้จริง มีผลทำให้เกิดออกซิเดชั่นของโปรตีนและไขมันในเลนส์ตา ทำให้ไปในทิศทางของความเสื่อมของเลนส์ตาและก่อให้เกิดต้อกระจกในผู้สูงอายุได้ ( อ้างอิงที่ 4) จึงเป็นเหตุผลที่ชัดเจนว่าทำไมสารลูทีน และซีแซนทีน จึงสามารถลดความเสี่ยงของโรคต้อกระจกและโรคของจอตาคือโรค โรคจุดรับภาพเสื่อม ซึ่งมีกลไกการเกิดโรคจากความเสื่อมและอนุมูลอิสสระได้เช่นกัน ในเรื่องของต้อกระจก ได้มีการวิจัยวัดความขุ่นของเลนส์ตา ระดับของลูทีน และซีแซนทีน ในกระแสเลือด ในกลุ่มผู้สูงอายุต่างๆ พบว่า การมีระดับ ของลูทีน และซีแซนทีน ในกระแสเลือดสูงจะผกผันกับความขุ่นของเลนส์ตาในผู้สูงอายุ เป็นการวิจัยของจักษุแพทย์ และผู้วิจัยสรุปว่า ลูทีน และซีแซนทีน น่าจะลดการเกิดความเสื่อมของเลนส์ตาในผู้สูงอายุได้จริง ( อ้างอิง ที่ 5) ยังมีการวิจัยว่าการรับประทานลูทีน ในปริมาณสูง เพิ่มความสามารถในการมองเห็น ของผู้ป่วยที่เป็นต้อกระจกไปแล้ว การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยที่ดีมาก และทำการทดลองเป็นเวลานานถึงสองปีทีเดียว ( อ้างอิง ที่ 6 ) การวิจัยที่ยิ่งใหญ่ถึงคุณประโยชน์ของลูทีน และซีแซนทีน ทำในอเมริกา สองงานวิจัย งานวิจัยแรกทำที่ Harvard School of Public Health, Boston ในผู้ชาย 36,644 คน ที่ได้รับอาหารเสริมและวิตามินต่างๆ พบว่ากลุ่มที่ได้รับอาหารเสริม เป็น ลูทีน และซีแซนทีน จะลดความเสี่ยงของโรคต้อกระจกถึง 19% ( อ้างอิงที่ 7 ) และอีกงานวิจัยทำที่ University of Massachusetts ทำในสุภาพสตรี ถึง 50, 461 คน เป็นการวิจัยทำนองเดียวกัน แต่ทำในผู้หญิงเท่านั้นพบว่า ลูทีน และซีแซนทีน จะลดความเสี่ยงของโรคต้อกระจกถึง 22% ( อ้างอิงที่ 8 )นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ทำที่ University of Wisconsin-Madison Medical School ในผู้สูงอายุ 43-84 ปี จำนวน1,354 คน พบว่า ลดอุบัติการณ์ของ ต้อกระจกที่เกิดตรงกลางเลนส์ ( nuclear cataracts ) ได้ประมาณ 50% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก ( อ้างอิงที่ 9 ) เนื่องจากมีงานวิจัยที่ชัดเจนมากมายถึงขนาดนี้จึงเป็นที่ยอมรับว่า ลูทีน และซีแซนทีนลดอุบัติการณ์โรคต้อกระจกในผู้สูงอายุได้จริง
ลูทีน และซีแซนทีน กับโรคจุดรับจอภาพเสื่อม
นอกจาก ลูทีนและซีแซนทีน จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อกระจกแล้ว ยังพบว่ามีประโยชน์ในโรคโรคจุดรับภาพเสื่อม ซึ่งมีหลายๆการศึกษาสนับสนุนข้อมูลดังกล่าว โดยพบว่า ถ้าปริมาณ Lutein & Zeaxanthin ในลูกตาลดน้อยลง จะพบความเสี่ยงมากขึ้นในเป็นโรคโรคจุดรับภาพเสื่อม ( อ้างอิงที่ 10 ) และความเสี่ยงในการเป็นโรคโรคจุดรับภาพเสื่อม จะลดลง หากมีปริมาณ Lลูทีนและซีแซนทีน ในเลือดสูงขึ้น ( อ้างอิงที่ 11,12 ) แสดงให้เห็นว่า การบริโภค อาหารที่มีลูทีนและซีแซนทีน สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้
ลูทีน กับมะเร็งเต้านม
ในการวิจัยของพยาบาล Nurses Health Study, Zhang และคณะ . พบว่ามีคนที่บริโภคอาหารที่มี ลูทีนและซีแซนทีน ปริมาณมากอาจลดอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งเต้านมในสตรีช่วงหมดประจำเดือน ได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่า เปอร์เซนต์การลดอุบัติกาณ์จะไม่มากนัก แต่ก็น่าสนใจอย่างยิ่ง ( อ้างอิงที่ 13) ในทำนองที่สอดคล้องกัน ก็มีผู้วิจัยพบว่า ลูทีน ลดอุบัติการณ์มะเร็งเต้านมได้จริงในสตรีกลุ่มที่มีความเสี่ยงคือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม (อ้างอิงที่ 14) ที่เป็นเช่นนี้อธิบายได้จากกลไกของตัว ลูทีนเอง เพราะพบว่า สาร ลูทีนมีคุณสมบัติยังยั้งการก่อมะเร็งได้ด้วยกลไกหลายชนิด เช่น มีผลต่อการเกิด mutagens 1-nitro pyrene and aflatoxin B1 ( อ้างอิงที่ 15,16) และมีผลต่อยีนที่มีผลต่อ T-cell transformations (อ้างอิงที่ 17)
ลูทีน ซีแซนทีน กับโรคหลอดเลือดหัวใจ
โรคหลอดเลือดหัวใจ สาเหตุหลักมักเกิดจากการที่เส้นเลือดมีการหนาตัวตีบแคบลง จากการมีตะกอน (ทางการแพทย์เรียกว่า พล๊าค ( Plaque ) ในผนังเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดตีบแคบทั่วไป เพียงแต่บริเวณที่สำคัญที่ต้องการเลือดมากที่สุดตลอดเวลาคืออวัยวะที่ไม่มีการหยุดพัก คือหัวใจ เป็นจุดที่เกิดปัญหาได้ก่อน ทำให้มีการขาดเลือดไปเลี้ยงหัวใจ ผู้ป่วยมักมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก อาจมีหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือกล้ามเนื้อหัวใจตายจนหัวใจวาย หรือหัวใจหยุดเต้นและถึงแก่กรรมโดยฉับพลันได้ บางรายอาการทางหัวใจไม่มาก แต่เมื้อหัวใจเต้นผิดจังหวะนานๆ ก็อาจจะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ มีอัมพาตแขนขาอ่อนแรง หรืออัมพาตครึ่งซีก ตามมาได้ สาเหตุที่สำคัญที่ก่อให้เกิดพล๊าคในผนังเส้นเลือดคือภาวะไขมันในเลือดสูงและมีสารอนุมูลอิสสระในผนังเส้นเลือด ก่อให้เกิดการแทรกซึมของไขมันโคเลสเตอรอลลงไปสะสมในผนังเส้นเลือดทำให้เกิดพล๊าคและมีการตีบตันได้ งานวิจัยพบว่า ลูทีน สามารถลดกลไกการเกิดพล๊าคดังกล่าวได้ ( อ้างอิงที่ 18 ) พบว่าในผู้ที่บริโภคอาหารที่มีลูทีนสูงจะลดอัตราการเป็นโรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดตีบในสมองอย่างมีนัยสำคัญ ( อ้างอิงที่ 19,20)
กล่าวโดยสรุป ลูทีนและซีแซนทีน จึงเป็นสารอาหารธรรมชาติที่มีคุณประโยชน์เป็นที่เชื่อถือได้ ในหลายโรคด้วยกัน มีความปลอดภัย และเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้บริโภค
สนใจ สั่งซื้อได้ ที่นี่
เอกสารอ้างอิง
1. The Body of Evidence to Support a Protective Role for Lutein and Zeaxanthin in Delaying Chronic Disease. Overview The American Society for Nutritional Sciences J. Nutr. 132:518S-524S, 200
2. Antioxidant and prooxidant properties of carotenoids. Arch. Biochem. Biophys. 385:20-27
3. Biochim. Biophys. Acta 1991;1068:68-72
4. Ocular photosensitization. Photochem. Photobiol. 1986;46:1051-1055
5. Lens aging in relation to nutritional determinants and possible risk factors for age-related cataract. Arch Ophthalmol. 2002 Dec;120(12):1732-7.
6. Lutein, but not alpha-tocopherol, supplementation improves visual function in patients with age-related cataracts: a 2-y double-blind, placebo-controlled pilot study. Nutrition. 2003 Jan;19(1):21-4
7. A prospective study of carotenoid intake and risk of cataract extraction in xml:namespace prefix = st1 ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:smarttags" />xml:namespace prefix = st1 />xml:namespace prefix = st1 />xml:namespace prefix = st1 />xml:namespace prefix = st1 />xml:namespace prefix = st1 />xml:namespace prefix = st1 />
8. A prospective study of carotenoid and vitamin A intake and risk of cataract extraction among
9. Antioxidant intake and risk of incident age-related nuclear cataracts in the Beaver Dam Eye Study. Am J Epidemiol. 1999 May 1;149(9):801-9.
10. The macular pigment: a possible role in protection from age-related macular degeneration. Adv Pharmacol 38:537-56
11. Antioxidant status and neovascular age-related macular degeneration. Arch Opthamol 111:104-9
12. Dietary carotenoids, vitamin A, C, E, and advanced age related macular degeneration. JAMA 1994;272(18):1413-20
13. Dietary carotenoids and Vitamins A, C, E and risk of breast cancer. J. Natl. Cancer Inst. 1999;91:547-556.
14. Serum carotenoids and breast cancer. Am. J. Epidemiol. 2001; 153:1142-1147.
15. Antimutagenicty of xanthophylls present in Aztec marigold (Tagetes erecta) against 1-nitropyrene. Mutat. Res. 1997; 389:219-226.
16. Antimutagenic activity of natural xanthophylls against aflatoxin B1 in Salmonella typhimurium. Environ. Mol. Mutagen. 1997; 30:346-353
17. Dietary lutein but not astaxanthin or beta-carotene increases pim-1 gene expression in murine lyphocytes. Nutr. Cancer. 1999; 33:206-21
18. The effect of carotenoids on the expression of cell surface adhesion molecules and binding of monocytes to human aortic endothelial cells. Atherosclerrosis 2000; 150:265-274.
19.Fruit and vegetable intake in relation to risk of ischemic stroke. J. Am. Med. Assoc. 1999; 282:1233-1239
20. Carotene, carotenoids and the prevention of coronary heart disease. J. Nutr. 1999; 129:5-8.